อัลไล
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
นะฮ๊าฟ ლ(╹◡╹ლ)
 
--------------------------------------------------
 
ก่อนอื่นบอกไว้ก่อนนะฮะว่าไม่ค่อยจะได้แต่งฟิคซะเท่าไหร่ (เริ่มแต่งแล้วก็ดอง บางทีแค่คิดจะเขียนไปๆมาๆก็ไม่เขียน) เพราะฉะนั้นผิดพลาดประการใดก็ขอโทษด้วยนะฮะ แล้วก็เราอ่านซ้ำไปรอบนึง แต่ยังไงก็คงมีคำผิดหลงมาแน่ๆ อันนี้ขอโทษจริงๆนะฮะ //กราบ
 
 
--------------------------------------------------
 
Story event-Artel Surhigt
 
ปี 201x สถานที่ ???
 

ข้าก้มมองมือข้างขวาที่ถือกล่องใส่ฟันน้ำนม ส่วนมือข้างซ้ายถือวัตถุสี่เหลี่ยมสีดำๆที่พวกคนสมัยนี้เรียกว่ากล้องวีดีโอ 

 

ข้ายืนทำใจอยู่หกนาทีก่อนที่จะเอื้อมมือไปแตะกับกล่องใส่ฟันน้ำนม ภาพเบื้องหน้าส่องแสงสว่างจ้า

 

ก่อนที่ภาพความทรงจำทั้งหลายพรั่งพรูเข้ามาในสมองข้าราวกับภาพวีดีโอ

 

...................................................

 ปี 1683 ประเทศเยอรมนี

ชื่อของข้าคือ ‘อาร์เทล เซอร์ไฮส์’ เป็นทายาทขุนนางตละกูลเซอร์ไฮส์ที่ล่มสลายไปเพราะคนรอบข้างหักหลัง

 

ชีวิตข้าที่เกิดมาถูกคนรอบข้างเลี้ยงดูอย่างดี สรรหาทุกอย่างมาให้ตามที่ต้องการ แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ถูกเคี่ยวเข็นร่ำเรียนวิชาต่างๆนานา ทั้งการเดิน การพูด การเข้าสังคม การเจรจา วิชาดาบ ต้องแบกรับความหวังของทุกคนในตละกูลว่าจะต้องเป็นผู้นำรุ่นต่อไป ทั้งที่ข้าหาได้สนใจเรื่องนั้นไม่

 

ตอนข้าอายุหกปี ท่านแม่ของข้าได้ให้กำเนิดน้องชายของข้ามา ข้าเดินไปดูน้องของข้าที่ตอนนี้นอนอยู่ในเปล พยายามเขย่งปลายเท้าจนสามารถเห็นหน้าน้องชายข้าได้ หากแต่ว่าเจ้าตัวเล็กไม่ได้นอน กลับนอนจ้องตาข้าเล่นอยู่ในเปล ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นภาษา ข้ายื่นมือไปลูบแก้มเนียนของน้องข้า เจ้าตัวน้อยคว้านิ้วข้าไว้แล้วจับนิ้วข้าอมเข้าไปในปาก ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างน่าโมโห ข้ารีบชักมือกลับ

 

“เจ้าบ้า ทำอะไรของเจ้าเนี่ย” ข้ามองนิ้วของข้าที่ตอนนี้มีน้ำลายเยิ้มน่าขยะแขยง

 

เจ้าตัวเล็กเบะปาก เขาเริ่มร้องไห้ ร้องดังขึ้นและดังขึ้น พวกคนใช้เดินเข้ามาและบอกให้ข้าออกไปก่อน

 

“อะไรกัน ทำไมแค่นี้ต้องร้องไห้ด้วยนะ” ข้าบ่นพึมพำ

 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็รักน้องข้ามาก ข้าไปหาเขาทุกๆวัน ไปเล่นกับเขา ไปแกล้งเขา ซึ่งข้าก็โดนไล่ตะเพิดออกมาทุกครั้งไป

 

“นี่ อาร์เทล ลูกว่าจะให้น้องชื่ออะไรดีล่ะ” ท่านแม่เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆข้า ข้าวางหนังสือลงจากมือ ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

 

“อืม...นั่นสินะ...งั้นชื่อโซเลมแล้วกัน”

 

ด้วยเหตุนี้น้องชายของข้าจึงชื่อ โซเลม เซอร์ไฮส์

 

“พี่อาร์ล!” โซเลมวิ่งพุ่งหลาวเข้ามาหาข้า ข้าสะดุ้งโหยงรีบวางดาบลงกับพื้นทันพอดีก่อนที่โซเลมจะกอดเอวข้า

 

“โซล พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาพี่ฝึกอยู่อย่าเข้ามาใกล้น่ะ เดี๋ยวก็โดนดาบผ่าตัวขาดหรอก” ข้าดุน้อง แต่มือกลับลูบหัวโซเลมเล่น

 

ไม่รู้ทำไมทั้งๆที่พวกเราก็มีชื่อจริงๆอยู่แล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างก็สรรหาชื่อมาเรียกให้สั้นเข้าไปอีก พวกเรามักจะเรียกชื่อเล่นเวลาอยู่ด้วยกัน แต่เวลาปกติก็จะเรียกชื่อจริง

 

“พี่อาร์ลมาเล่นกับข้านะ” โซเลมเงยหน้าส่งสายตาออดอ้อนมาให้

 

“รอพี่ฝึกเสร็จก่อนแล้วกัน เจ้าไปรอที่ห้องก่อนนะ”

 

ข้ารู้สึกดีมากๆเลยที่โซเลมไม่ทำตัวเหมือนเด็กคนอื่นๆที่ชอบงอแงน่ารำคาญ ข้ายอมรับว่าน้องข้าก็เป็นเช่นกัน แต่เขาก็รู้ว่าควรจะเก็บอาการด้วย

 

ตอนแรกข้าไม่สนใจกับการเรียนการฝึกต่างๆ นานา ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะแบกรับความหวังไว้ มันทั้งอึดอัดและกดดัน แต่เพราะมีโซเลมนั่นแหละ เขาเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้าฝึกฝนอย่างหนัก

 

หลังจากฝึกเสร็จข้าก็รีบไปหาโซเลมที่ห้องของเขาพร้อมกับถือหนังสือนิทานไปด้วย พอข้าเปิดประตูเข้าไปโซเลมก็พุ่งเข้ามากอดข้าจนเกือบหงายหลัง

 

“ทำไมเจ้าถึงชอบพุ่งเข้ามากอดข้าเหลือเกินนะ...” ข้าบ่นอุบอิบขณะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ โซเลมเดินมาหาแล้วลุกขึ้นมานั่งตักข้า ข้าเปิดหนังสือนิทานภาพที่เคยอ่านค้างไว้เมื่อคราวที่แล้ว ข้าอ่านไปได้ไม่นานจู่ๆโซเลมก็ล้มตัวมาทับข้า เจ้าตัวเล็กหลับตาพริ้ม ตัวขยับไปมาตามจังหวะลมหายใจเข้าออก ข้าอุ้มเขาไปวางไว้บนเตียง ข้าวางร่างของโซเลมลงบนเตียง หยิบผ้ามาห่มให้

 

“ราตรีสวัสดิ์น้องข้า...”

 

...................................................

 

เวลาผ่านไปไม่นาน จนตอนนี้น้องข้าอายุแปดปี ส่วนตัวข้าก็อายุสิบสี่แล้ว เวลานี่ช่างผ่านไปเร็วจริงๆ

 

เมื่อข้าโตขึ้น ข้าได้ค้นพบว่าข้ามีปัญหาด้านสายตา ข้าไม่สามารถมองสิ่งใดได้ รับรู้ได้แต่เพียงภาพอันเลือนลางเบื้องหน้าเท่านั้น เรื่องนี้ข้าไม่ได้บอกให้ใครรู้แม้แต้โซเลม

 

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ตละกูลขุนนางอันสูงส่งล่มสลาย ทุกคนต่างกระจัดกระจาย ท่านพ่อกับท่านแม่จับมือพวกเราไว้ พวกเราเข้ามาในตัวเมือง ไม่มีสิ่งใดติดตัว จากขุนนางผู้สูงส่งกลายมาเป็นคนจรจัดข้างถนน ช่างน่าขันยิ่งนัก...

 

ท่านพ่อท่านแม่พยายามหางานทำแลกกับเงินเพื่อหาอาหารประทังชีวิตไปในแต่ละวัน ตกดึกก็ซุกหัวนอนกันอยู่ตามตรอก เป็นเช่นนี้เรื่อยมา แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อข้าตื่นขึ้นมา กลับไม่เห็นทั้งสองคน

 

ข้าคิดว่าพวกเขาคงออกไปทำงานเท่านั้น ข้ารอกับโซเลมจนตกเย็นแต่พวกเขาก็ไม่กลับมา พวกเรารอไปอีกหลายวัน จนรู้แล้วว่าพวกเขาทิ้งเราไปแล้ว

 

ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!?

 

ทำไม!!?

 

ไม่ต้องการพวกข้าแล้วก็เขี่ยทิ้งสินะ!?

 

เขี่ยทิ้งไม่ต่างจากเศษขยะ!

 

เป็นแค่เศษขยะไร้ค่างั้นสินะ!?

 

หึ น่าขำ! น่าขำเป็นบ้า!

 

“พี่ไอล์ ท่านพ่อกับท่านแม่เขา...”

 

“ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเราแล้วก็ช่างมันเถอะ ต่อจากนี้ไปพี่จะดูแลเจ้าเอง” ข้าพยายามพูดโดยไม่ใส่อารมณ์หงุดหงิดลงไปในน้ำเสียง

 

หลังจากนั้น พวกเราก็ได้ใช้ชีวิตแบบ ‘เด็กจรจัด’ ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิต ไม่สนวิธีการใดๆทั้งสิ้น ข้าทำมาหมดแล้วแหละ ทั้งขโมยของ แย่งเศษอาหารจากเด็กจรจัดคนอื่น ข้าเองก็โดนเช่นกันแหละ

 

“พี่อาร์ลเอาอาหารพวกนี้มาจากไหนเหรอ” โซเลมถามขณะที่ในมือถือเศษขนมปังเอาไว้

 

“...เอาเถอะน่า เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

 

ข้าไม่สามารถบอกเขาได้ ข้าไม่ต้องการให้เขารับรู้เรื่องราวนี้...

 

นับวัน สายตาข้าก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ภาพที่ข้าเห็นยิ่งขุ่นมัวขึ้นทุกวันๆ

 

ข้าเลื่อนมือไปจับสิ่งของชิ้นเดียวที่ติดตัวข้าตอนนี้ ตราประจำตละกูล... มันทำจากทองคำแท้ เป็นสิ่งของล้ำค่าชิ้นเดียวที่ข้ากับโซเลมมี ความจริงถ้าข้าขายเจ้าสิ่งนี้ ข้าก็คงมีเงินเยอะจะประทังชีวิตได้อีกหลายเดือน แล้วหลังจากนั้นล่ะ...

 

เวลาผ่านไปไม่กี่ปี พวกเราเริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบเด็กจรจัด ช่วงแรกๆข้าจะออกไปหาของกินเองคนเดียว พอโซเลมโตขึ้นข้าก็พอเขาตามมาด้วย เพราะถ้าข้าไม่ให้เขารู้จักโลกภายนอกล่ะก็ มันจะกลายเป็นว่าข้าเป็นคนทำร้ายมากกว่าปกป้องเขา ในช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนผลไม้จะออกเยอะ ข้ากับโซเลมจะไปเก็บผลไม้กินกันเ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มหนาวแล้ว ข้าจะต้องหาผ้ามาใช้ห่มกันหนาวในฤดูหนาวแทนอันที่ใช้ปีที่แล้วเพราะส่วนใหญ่จะโดนเด็กจรจัดคนอื่นแย่งไป ชีวิตในฤดูหนาวนั้นลำบากยากแค้นมาก อาหารที่หามาจากถังขยะก็แทบไม่พอ อาทิตย์หนึ่งได้กินข้าวแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ข้าเลยต้องไปขโมยขนมปังจากร้านเบเกอร์รี่ในตัวเมืองบ่อยๆ แน่นนอนว่าข้าโดนจับได้ทุกครั้ง แต่ก็ยังดีที่เอาขนมปังมาได้ตั้งแถวหนึ่ง

 

“เอ้า” ข้าแบ่งครึ่งขนมปังแล้วยื่นส่วนที่เยอะกว่าให้โซเลม พวกเรานั่งกินขนมปังขณะที่ตัวซุกอยู่ในผ้าผืนใหญ่ขาดๆ

 

“พี่อาร์ล...ข้ามีเรื่องอยากจะถาม”

 

“อืม ว่ามาสิ” ข้าพูดพร้อมกับกินขนมปังคำสุดท้ายหมด

 

“ทั้งๆที่พี่อาร์ลก็ทิ้งข้าไปได้แท้ๆ ถ้าท่านทิ้งข้าไปอาหารที่หามาได้ท่านก็จะได้กินเยอะขึ้น ทั้งๆที่ทำอย่างนั้นได้ทำไมพี่ถึงไม่ทิ้งข้าไปล่ะ...”

 

ข้าแทบส