อัลไล
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
นะฮ๊าฟ ლ(╹◡╹ლ)
 
--------------------------------------------------
 
ก่อนอื่นบอกไว้ก่อนนะฮะว่าไม่ค่อยจะได้แต่งฟิคซะเท่าไหร่ (เริ่มแต่งแล้วก็ดอง บางทีแค่คิดจะเขียนไปๆมาๆก็ไม่เขียน) เพราะฉะนั้นผิดพลาดประการใดก็ขอโทษด้วยนะฮะ แล้วก็เราอ่านซ้ำไปรอบนึง แต่ยังไงก็คงมีคำผิดหลงมาแน่ๆ อันนี้ขอโทษจริงๆนะฮะ //กราบ
 
 
--------------------------------------------------
 
Story event-Artel Surhigt
 
ปี 201x สถานที่ ???
 

ข้าก้มมองมือข้างขวาที่ถือกล่องใส่ฟันน้ำนม ส่วนมือข้างซ้ายถือวัตถุสี่เหลี่ยมสีดำๆที่พวกคนสมัยนี้เรียกว่ากล้องวีดีโอ 

 

ข้ายืนทำใจอยู่หกนาทีก่อนที่จะเอื้อมมือไปแตะกับกล่องใส่ฟันน้ำนม ภาพเบื้องหน้าส่องแสงสว่างจ้า

 

ก่อนที่ภาพความทรงจำทั้งหลายพรั่งพรูเข้ามาในสมองข้าราวกับภาพวีดีโอ

 

...................................................

 ปี 1683 ประเทศเยอรมนี

ชื่อของข้าคือ ‘อาร์เทล เซอร์ไฮส์’ เป็นทายาทขุนนางตละกูลเซอร์ไฮส์ที่ล่มสลายไปเพราะคนรอบข้างหักหลัง

 

ชีวิตข้าที่เกิดมาถูกคนรอบข้างเลี้ยงดูอย่างดี สรรหาทุกอย่างมาให้ตามที่ต้องการ แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ถูกเคี่ยวเข็นร่ำเรียนวิชาต่างๆนานา ทั้งการเดิน การพูด การเข้าสังคม การเจรจา วิชาดาบ ต้องแบกรับความหวังของทุกคนในตละกูลว่าจะต้องเป็นผู้นำรุ่นต่อไป ทั้งที่ข้าหาได้สนใจเรื่องนั้นไม่

 

ตอนข้าอายุหกปี ท่านแม่ของข้าได้ให้กำเนิดน้องชายของข้ามา ข้าเดินไปดูน้องของข้าที่ตอนนี้นอนอยู่ในเปล พยายามเขย่งปลายเท้าจนสามารถเห็นหน้าน้องชายข้าได้ หากแต่ว่าเจ้าตัวเล็กไม่ได้นอน กลับนอนจ้องตาข้าเล่นอยู่ในเปล ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นภาษา ข้ายื่นมือไปลูบแก้มเนียนของน้องข้า เจ้าตัวน้อยคว้านิ้วข้าไว้แล้วจับนิ้วข้าอมเข้าไปในปาก ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างน่าโมโห ข้ารีบชักมือกลับ

 

“เจ้าบ้า ทำอะไรของเจ้าเนี่ย” ข้ามองนิ้วของข้าที่ตอนนี้มีน้ำลายเยิ้มน่าขยะแขยง

 

เจ้าตัวเล็กเบะปาก เขาเริ่มร้องไห้ ร้องดังขึ้นและดังขึ้น พวกคนใช้เดินเข้ามาและบอกให้ข้าออกไปก่อน

 

“อะไรกัน ทำไมแค่นี้ต้องร้องไห้ด้วยนะ” ข้าบ่นพึมพำ

 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าก็รักน้องข้ามาก ข้าไปหาเขาทุกๆวัน ไปเล่นกับเขา ไปแกล้งเขา ซึ่งข้าก็โดนไล่ตะเพิดออกมาทุกครั้งไป

 

“นี่ อาร์เทล ลูกว่าจะให้น้องชื่ออะไรดีล่ะ” ท่านแม่เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆข้า ข้าวางหนังสือลงจากมือ ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด

 

“อืม...นั่นสินะ...งั้นชื่อโซเลมแล้วกัน”

 

ด้วยเหตุนี้น้องชายของข้าจึงชื่อ โซเลม เซอร์ไฮส์

 

“พี่อาร์ล!” โซเลมวิ่งพุ่งหลาวเข้ามาหาข้า ข้าสะดุ้งโหยงรีบวางดาบลงกับพื้นทันพอดีก่อนที่โซเลมจะกอดเอวข้า

 

“โซล พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาพี่ฝึกอยู่อย่าเข้ามาใกล้น่ะ เดี๋ยวก็โดนดาบผ่าตัวขาดหรอก” ข้าดุน้อง แต่มือกลับลูบหัวโซเลมเล่น

 

ไม่รู้ทำไมทั้งๆที่พวกเราก็มีชื่อจริงๆอยู่แล้ว แต่ต่างฝ่ายต่างก็สรรหาชื่อมาเรียกให้สั้นเข้าไปอีก พวกเรามักจะเรียกชื่อเล่นเวลาอยู่ด้วยกัน แต่เวลาปกติก็จะเรียกชื่อจริง

 

“พี่อาร์ลมาเล่นกับข้านะ” โซเลมเงยหน้าส่งสายตาออดอ้อนมาให้

 

“รอพี่ฝึกเสร็จก่อนแล้วกัน เจ้าไปรอที่ห้องก่อนนะ”

 

ข้ารู้สึกดีมากๆเลยที่โซเลมไม่ทำตัวเหมือนเด็กคนอื่นๆที่ชอบงอแงน่ารำคาญ ข้ายอมรับว่าน้องข้าก็เป็นเช่นกัน แต่เขาก็รู้ว่าควรจะเก็บอาการด้วย

 

ตอนแรกข้าไม่สนใจกับการเรียนการฝึกต่างๆ นานา ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะแบกรับความหวังไว้ มันทั้งอึดอัดและกดดัน แต่เพราะมีโซเลมนั่นแหละ เขาเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ข้าฝึกฝนอย่างหนัก

 

หลังจากฝึกเสร็จข้าก็รีบไปหาโซเลมที่ห้องของเขาพร้อมกับถือหนังสือนิทานไปด้วย พอข้าเปิดประตูเข้าไปโซเลมก็พุ่งเข้ามากอดข้าจนเกือบหงายหลัง

 

“ทำไมเจ้าถึงชอบพุ่งเข้ามากอดข้าเหลือเกินนะ...” ข้าบ่นอุบอิบขณะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ โซเลมเดินมาหาแล้วลุกขึ้นมานั่งตักข้า ข้าเปิดหนังสือนิทานภาพที่เคยอ่านค้างไว้เมื่อคราวที่แล้ว ข้าอ่านไปได้ไม่นานจู่ๆโซเลมก็ล้มตัวมาทับข้า เจ้าตัวเล็กหลับตาพริ้ม ตัวขยับไปมาตามจังหวะลมหายใจเข้าออก ข้าอุ้มเขาไปวางไว้บนเตียง ข้าวางร่างของโซเลมลงบนเตียง หยิบผ้ามาห่มให้

 

“ราตรีสวัสดิ์น้องข้า...”

 

...................................................

 

เวลาผ่านไปไม่นาน จนตอนนี้น้องข้าอายุแปดปี ส่วนตัวข้าก็อายุสิบสี่แล้ว เวลานี่ช่างผ่านไปเร็วจริงๆ

 

เมื่อข้าโตขึ้น ข้าได้ค้นพบว่าข้ามีปัญหาด้านสายตา ข้าไม่สามารถมองสิ่งใดได้ รับรู้ได้แต่เพียงภาพอันเลือนลางเบื้องหน้าเท่านั้น เรื่องนี้ข้าไม่ได้บอกให้ใครรู้แม้แต้โซเลม

 

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ตละกูลขุนนางอันสูงส่งล่มสลาย ทุกคนต่างกระจัดกระจาย ท่านพ่อกับท่านแม่จับมือพวกเราไว้ พวกเราเข้ามาในตัวเมือง ไม่มีสิ่งใดติดตัว จากขุนนางผู้สูงส่งกลายมาเป็นคนจรจัดข้างถนน ช่างน่าขันยิ่งนัก...

 

ท่านพ่อท่านแม่พยายามหางานทำแลกกับเงินเพื่อหาอาหารประทังชีวิตไปในแต่ละวัน ตกดึกก็ซุกหัวนอนกันอยู่ตามตรอก เป็นเช่นนี้เรื่อยมา แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อข้าตื่นขึ้นมา กลับไม่เห็นทั้งสองคน

 

ข้าคิดว่าพวกเขาคงออกไปทำงานเท่านั้น ข้ารอกับโซเลมจนตกเย็นแต่พวกเขาก็ไม่กลับมา พวกเรารอไปอีกหลายวัน จนรู้แล้วว่าพวกเขาทิ้งเราไปแล้ว

 

ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!? ทำไมล่ะ!?

 

ทำไม!!?

 

ไม่ต้องการพวกข้าแล้วก็เขี่ยทิ้งสินะ!?

 

เขี่ยทิ้งไม่ต่างจากเศษขยะ!

 

เป็นแค่เศษขยะไร้ค่างั้นสินะ!?

 

หึ น่าขำ! น่าขำเป็นบ้า!

 

“พี่ไอล์ ท่านพ่อกับท่านแม่เขา...”

 

“ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเราแล้วก็ช่างมันเถอะ ต่อจากนี้ไปพี่จะดูแลเจ้าเอง” ข้าพยายามพูดโดยไม่ใส่อารมณ์หงุดหงิดลงไปในน้ำเสียง

 

หลังจากนั้น พวกเราก็ได้ใช้ชีวิตแบบ ‘เด็กจรจัด’ ดิ้นรนทำทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิต ไม่สนวิธีการใดๆทั้งสิ้น ข้าทำมาหมดแล้วแหละ ทั้งขโมยของ แย่งเศษอาหารจากเด็กจรจัดคนอื่น ข้าเองก็โดนเช่นกันแหละ

 

“พี่อาร์ลเอาอาหารพวกนี้มาจากไหนเหรอ” โซเลมถามขณะที่ในมือถือเศษขนมปังเอาไว้

 

“...เอาเถอะน่า เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

 

ข้าไม่สามารถบอกเขาได้ ข้าไม่ต้องการให้เขารับรู้เรื่องราวนี้...

 

นับวัน สายตาข้าก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ภาพที่ข้าเห็นยิ่งขุ่นมัวขึ้นทุกวันๆ

 

ข้าเลื่อนมือไปจับสิ่งของชิ้นเดียวที่ติดตัวข้าตอนนี้ ตราประจำตละกูล... มันทำจากทองคำแท้ เป็นสิ่งของล้ำค่าชิ้นเดียวที่ข้ากับโซเลมมี ความจริงถ้าข้าขายเจ้าสิ่งนี้ ข้าก็คงมีเงินเยอะจะประทังชีวิตได้อีกหลายเดือน แล้วหลังจากนั้นล่ะ...

 

เวลาผ่านไปไม่กี่ปี พวกเราเริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบเด็กจรจัด ช่วงแรกๆข้าจะออกไปหาของกินเองคนเดียว พอโซเลมโตขึ้นข้าก็พอเขาตามมาด้วย เพราะถ้าข้าไม่ให้เขารู้จักโลกภายนอกล่ะก็ มันจะกลายเป็นว่าข้าเป็นคนทำร้ายมากกว่าปกป้องเขา ในช่วงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนผลไม้จะออกเยอะ ข้ากับโซเลมจะไปเก็บผลไม้กินกันเ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่เริ่มหนาวแล้ว ข้าจะต้องหาผ้ามาใช้ห่มกันหนาวในฤดูหนาวแทนอันที่ใช้ปีที่แล้วเพราะส่วนใหญ่จะโดนเด็กจรจัดคนอื่นแย่งไป ชีวิตในฤดูหนาวนั้นลำบากยากแค้นมาก อาหารที่หามาจากถังขยะก็แทบไม่พอ อาทิตย์หนึ่งได้กินข้าวแค่ไม่กี่วันเท่านั้น ข้าเลยต้องไปขโมยขนมปังจากร้านเบเกอร์รี่ในตัวเมืองบ่อยๆ แน่นนอนว่าข้าโดนจับได้ทุกครั้ง แต่ก็ยังดีที่เอาขนมปังมาได้ตั้งแถวหนึ่ง

 

“เอ้า” ข้าแบ่งครึ่งขนมปังแล้วยื่นส่วนที่เยอะกว่าให้โซเลม พวกเรานั่งกินขนมปังขณะที่ตัวซุกอยู่ในผ้าผืนใหญ่ขาดๆ

 

“พี่อาร์ล...ข้ามีเรื่องอยากจะถาม”

 

“อืม ว่ามาสิ” ข้าพูดพร้อมกับกินขนมปังคำสุดท้ายหมด

 

“ทั้งๆที่พี่อาร์ลก็ทิ้งข้าไปได้แท้ๆ ถ้าท่านทิ้งข้าไปอาหารที่หามาได้ท่านก็จะได้กินเยอะขึ้น ทั้งๆที่ทำอย่างนั้นได้ทำไมพี่ถึงไม่ทิ้งข้าไปล่ะ...”

 

ข้าแทบสำลักขนมปังที่เพิ่งกลืนลงคอไป

 

“เจ้าโซล ไหงถึงถามอย่างนั้นหา พี่จะทิ้งเจ้าไปได้ยังไง” ข้าขยี้หัวโซเลมเล่น เจ้าน้องบ้าดิ้นไปมาหัวเราะอย่างสนุกสนาน

 

“ข้าไม่ทิ้งเจ้าไปหรอกน่า เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก”

 

“อื้อ”

 

พวกเราแล้วหลับไปขณะที่หิมะแรกของฤดูหนาวเริ่มโปรยปราย...

 

...................................................

 

ฤดูหนาวปีนี้หนาวกว่าทุกปี ตอนนี้ความหนาวทำเอามือข้าชาไปหมดแล้ว ข้าหันไปมองโซเลมที่หนาวจนตัวสั่น แม้พวกเราจะทั้งซุกตัวในผ้าแถมกอดกันจนตัวกลมก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ความรู้สึกง่วงงุนเริ่มจู่โจมข้า หนังตาที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนแทบปิด จนในที่สุดข้าก็หลับไป...

 

ไปตลอดกาล

 

งั้นหรือ...

 

ปี 1699 ประเทศเยอรมนี

...................................................

ปี 1799 ประเทศเยอรมนี

 

ข้าลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำคือกวาดสายตามองหาโซเลม

 

โซเลมอยู่ไหน...

 

ข้าสงสัยอยู่ได้ไม่นานพลันความรู้สึกเจ็บปวดที่ตาขวาก็ทำข้าล้มลงไปกองกับพื้น

 

“อั่ก...”

 

ข้าเอามือกดตาขวาของข้าเพื่อข่มความเจ็บ ความรู้สึกเหนียวเหนอะทำให้ข้าต้องละมือออกมา ข้าก้มหน้ามองมือของข้า มันเต็มไปด้วยเลือด

 

ข้าสะดุ้งโหยง พยายามหากระจกใกล้ๆแถวนั้นแต่กลับมีเพียงแอ่งน้ำ ข้าก้มมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ แม้จะมองเห็นไม่ชัด แต่ข้าแน่ใจว่าข้าไม่มีลูกตาขวาอีกต่อไปแล้ว เบ้าตาขวากลวงโบ๋ เลือดไหลซึมราวกับมีใครมาควักมันออกมาจากตา ข้าฉีกเศษผ้าจากผ้าคลุมขาดๆมาพันรอบตาแก้ขัด

 

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...”

 

ข้าลองหยิกแก้มตัวเองเผื่อว่านี่คือความฝัน แต่มันกลับเจ็บ แสดงว่าตอนนี้ข้าไม่ได้ฝันอยู่สินะ

 

ข้าหันหน้ามองไปทั่วทุกทิศทาง ข้าจำได้ว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่ข้าอยู่ก่อนจะหลับไป

 

ข้าเดินมาโผล่ตรงตรอกแห่งหนึ่ง ข้างหน้าเป็นตลาดที่ผู้คนเดินพลุ่งพล่าน แต่สถานที่นี้กลับเปลี่ยนไปมากจนข้างงไปหมด ข้าเดินปะปนไปกับผู้คน พยายามจะไม่ให้ตัวเองเดินชนใคร แต่ทว่า จู่ๆข้ากลับเดินทะลุร่างของคนที่เดินสวนข้ามา

 

ความสับสนงุนงนแล่นไปมาในสมองแต่กลับโดนแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก ข้าค่อยๆหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามข่มความตกใจไว้ และเริ่มเดินฝ่าฝูงชนไปจนถึงชานเมือง

 

ระหว่างเดินทางทำให้ข้ารู้ว่า ตาซ้ายข้าสามารถมองทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นปกติ ไม่ขุ่นมัวเหมือนเมื่อก่อน มาคิดๆดูแล้วมันก็คงเหมือนแลกตาข้างหนึ่งแลกกับการมองเห็นกับชีวิตใหม่งั้นสินะ

 

ตอนนี้ข้าตายไปแล้ว...

 

โดยที่ไม่รู้ตัว น้ำตานั้นไหลอาบแก้มทั้งสองข้างของข้า

 

ข้าออกตามหาโซเลม แต่ด้วยความที่ว่าที่แห่งนี้เปลี่ยนไปเยอะมาก ข้าก็พอจะเดาได้แหละว่าข้าคงหลับไปนานแน่ๆ แต่ข้าก็หาเขาไม่เจอ

 

ด้วยเหตุที่สถานะของข้าเป็นเช่นนี้ ข้าจึงเลือกที่จะออกเดินทางไปทั่ว สามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ มีอิสระเสรี จะทำอะไรก็ทำ ไม่มีสิ่งใดผูกมัด จะว่าไปมันก็ไม่เลวเท่าไหร่นะ ชีวิตแบบนี้น่ะ

 

นั่นน่ะ...ข้าก็แค่ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตในอดีตไปเท่านั้น

 

..................................................

ปี 18xx ทางตอนเหนือของสวีเดน 

 

ตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหิมะ...เหมือนวันนั้น ข้าเดินต่อไปเรื่อยๆและได้พบกับคนๆหนึ่ง ข้าเอื้อมมือไปแตะไหล่เขาแต่กลับโดนสะบัดออกมา

 

เจ้านี่...

 

ข้าชะงักไปเมื่อเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ

 

“เจ้าเป็นใครกัน...มองเห็นข้าได้ยังไง” อีกฝ่ายถามข้า ข้าลืมไปเลยเพราะไม่มีใครเห็นข้าเช่นกัน

 

“อืม...พวกเราคงจะเหมือนกันสินะ” ข้าเดินไปล้มตัวนั่งข้างๆเขา

 

“ข้าชื่อเทียร์” อีกฝ่ายเปิดปากพูด

 

“ข้าชื่ออาร์เทล ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

“ข้าเรียกเจ้าว่าพี่ไอล์ได้มั้ย”

 

เจ้าเด็กนี่...จงใจจะบอกว่าข้าแก่กว่ารึไง แล้วไอ้ชื่อประหลาดๆนั่นเจ้าเอาส่วนไหนของชื่อข้ามาเนี่ย

 

ข้ากระตุกยิ้ม แต่ก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าได้

 

“อื้ม ยินดีที่ได้รู้จักนะพี่ไอล์” อีกฝ่ายตอบยิ้มๆ

 

“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่”

 

“ข้าแค่เดินผ่านมาเท่านั้น เดี๋ยวก็ต้องไปที่อื่นต่อแล้วล่ะ”

 

“แล้วจะไปที่ไหน”

 

“ไม่รู้”

 

อะไรของมัน...

 

บทสนทนาจบลงดื้อๆ

 

“ไม่รู้ทำไม พอเห็นหน้าเจ้าข้าถึงคิดถึงน้องข้าขึ้นมา”

 

“น้องงั้นเหรอ...ข้าเป็นลูกคนเดียวน่ะนะ ไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่หรอก แล้วน้องเจ้าเป็นยังไงเหรอ”

 

“น้องข้าน่ะน่ารักมากๆเลยน่ะสิ!” ข้าทำหน้าเคลิ้ม ในหัวคิดถึงตอนที่โซเลมพุ่งมากอดข้าเป็นประจำโดยไม่ได้สนใจเลยว่าเทียร์แอบเขยิบหนีข้าไปแปดเซนติเมตร

 

“ข้าว่าข้าไม่ได้น่ารักหรอกนะ...”

 

“แน่นอนอยู่แล้ว ยังไงเจ้าก็สู้น้องข้าไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าข้าก็แค่คิดว่าเจ้าเป็นเหมือนน้องข้าเท่านั้นเอง”

 

“พูดอะไรของเจ้าเนี่ย...”

 

“มาเป็นน้องข้านะ”

 

เทียร์ทำหน้าเอ๋อใส่ข้าอยู่ประมาณสิบเก้าวินาที

 

“ก็เจ้าเรียกข้าว่าพี่ งั้นเจ้าก็มาเป็นน้องข้าสิ”

 

“อืม งั้นก็ได้ พี่ไอล์”

 

พวกเราอยู่ด้วยกันหลายวัน จนวันหนึ่งเทียร์ก็พูดประมาณว่า เขาจะเดินทางต่อแล้วอะไรประมาณนั้นและเดินจากไป

 

“ลาก่อนนะพี่ไอล์ ข้าหวังว่าสักวันจะได้เจอเจ้าอีก”

 

“อืม ข้าก็หวังเช่นนั้น”

 

ข้าพูดขึ้นและมองเทียร์เดินหายไปจนลับสายตา

 

..................................................

 

หลังจากแยกกันแล้วข้าก็เดินไปเรื่อยเปื่อยท่ามกลางทุ่งหิมะสีขาวนี้

 

ตอนที่ข้าตายไปแล้ว โซเลมจะเป็นยังไงบ้างนะ

 

ทั้งๆที่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน แต่ข้ากลับเป็นคนผิดสัญญาเสียเอง

 

ข้าคงโดนโกรธแน่ๆเลยสินะ

 

พลันสายตาข้าก็มองเห็นคนๆหนึ่ง เขาสวมชุดสีดำสนิททำให้เป็นที่สะดุดตาท่ามกลางหิมะสีขาวนี้ หน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ข้าจ้องเขาตั้งแต่เห็นจากที่ไกลๆจนเขาเดินเข้ามาใกล้ เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้เขาก็ใช้หางตามองข้า ข้าจ้องเขากลับ ชั่ววินาทีนั้นข้าเห็นสีหน้าแปลกใจของเขา แต่ก็แค่เพียงหนึ่งวินาทีเท่านั้น เขาปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติแล้วเหยียดยิ้มพร้อมกับพูดคำเชิญชวน ซึ่งข้าก็ตอบตกลง

 

จะถามว่าทำไมถึงตอบรับคำคนแปลกหน้าน่ะเหรอ

 

ก็ตอนนั้นมันเบื่อนี่ น่าเบื่อสุดๆเลย ข้าก็เลยตอบรับคำชวนนั้นไปเท่านั้นเอง

 

..................................................

 

ข้าลืมตาตื่นขึ้นมา ในมือถือกล่องใส่ฟันน้ำนมและกล้องวีดีโอ ไม่รู้เหมือนกันว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน อาจจะเป็นแค่เวลาเพียงหนึ่งวินาที หรืออาจจะผ่านไปหลายวัน ข้าเองก็ไม่แน่ใจ

 

ข้ากดปุ่มมั่วๆจนในที่สุดมันก็เล่นภาพที่ข้าถ่ายมา ข้าเพียงแค่ก้มหน้ามองนิ่งๆ เมื่อดูจบข้าจึงปิดกล้องวีดีโอนั้นและวางมันทิ้งเอาไว้ เปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆตอนกลางคืนพลางเหมือลอยมองตึกอาคารสูงเสียดฟ้า

--------------------------------------------------
 
ชื่อเอนทรี่มันหลอกลวงครับ... //เหยาหมิง
 
แปดหน้าประดาษ Word...
 
บอกตามตรงว่าสะพรึงตัวเองมาก ไม่รู้เขียนอะไรไปตั้งเยอะแยะ
 
อย่างที่บอกไปแหละฮะว่าอาร์เทลเอ็นดูเทียร์เหมือนน้องชาย ก็เลยเขียนตอนช่วงที่เจอครั้งแรกลงไปแบบอึนๆ ที่ให้อาร์เทลเป็นคนเล่าช่วงนี้มากกว่า #เพราะจะได้หาเนื้อหาสาระได้ 
 
อีกอย่างคือ อายุจริงของอาร์เทลที่เขียนในเอนทรี่ลงตัวละครไม่ใช่อายุจริงๆนะครับ
 
เพราะมันนับอายุก่อนตาย (ประมาณสิบหกปี) และพอฟื้นขึ้นมามันก็นับตั้งแต่อายุสิบหกไปเลย ความจริงแล้วตอนมันตายไปนี่ กว่าจะตื่นขึ้นมาเวลาผ่านไปร้อยปีแล้วนะ
 
เพราะฉะนั้น อายุของอาร์เทลไม่ใช่ 330 ปี แต่ 430 ปี ครับ ( ͡° ͜ʖ ͡°)
 
อันนี้เขียนจากมุมมองของคนเป็นพี่เลยง่าย ถ้าให้เขียนในมุมมองของโซเลมไม่รู้จะเขียนยังไงเพราะตัวเองเป็นพี่อ่ะนะ
 
ชื่อของโซเลมเป็นภาษาละติน แปลว่าดวงอาทิตย์ เกิดจากการที่เราไปนั่งเล่นอากู๋แปลภาษาเล่นฮะ ฟฟฟฟ
 
ส่วนของเทียร์คาดว่าอาจจะลงเร็วๆนี้
 
และเนื่องจากว่าคุณลูกจะกลายเป็นเด็ก อาร์เทลตัวน้อย(?)ก็ดันมีแค่ชุดที่ใส่อยู่แค่ชุดเดียว และเราก็เป็นผปค.ที่ดี(?)เลยหาชุดมาให้ใส่ไง ( ͡° ͜ʖ ͡°)
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
#เห็นเมิงแล้วชั้นนึกถึงหนูดีโออ่ะ ฟฟฟฟ #หนูดีโอน่ารัก #ไม่แน่อายะอาจจะมาควักลูกตาอาร์เทลก็เป็นได้ #ถรุ้ย
 
หน้าเมิงเหวอไปนะอาร์ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
 
ก็เราหาเจอแต่ชุดนี้อ่ะ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ #ถรุ้ย
 
ตัวมันหดเล็กลง หัวมันก็เลยเล็กลงด้วย ผ้าปิดตามันหลวมจนหลุดไง
 
ก็อย่างที่อ่านไปนั่นแหละ มันก็แค่ตาโบ๋เท่านั้นเอง 6 w 6
 
อาร์เทล:พร่องตายยยยยยยยยย //กระโดดเตะผปค.
 
ผปค.://หลบแบบดิจิตอลว์
 
ก่อนจากไป เราจะให้โซเลมกล่าวเล็กน้อย
 
โซเลม:ไอ้หงอกมีหงอนนั่นมันใคร กล้าดียังไงถึงมายุ่งกับพี่อาร์ล พี่อาร์ลน่ะเป็นของข้านะ เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว เป็นของข้าคนเดียว
 
ผปค.:สแปมหาพี่แกเหรอออออ ლ(ಥ益ಥლ)
 
แถมฮะ
 
 
 
 
 
อันนี้ไม่ใช่เรื่องจริงนะ เราแค่วาดเล่นๆ ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ อย่างเผาว่ะครับ
 
ทำไมหน้าโซเลมดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
 
ก่อนจากจริงๆ จงจิ้ม
 
if u know what i mean ლ( ಥ ౪ ಥ ლ) #อะไร
 
อีกนึด เราเปิด tumblr แล้ว ใครเล่นก็ฟอลมาได้นะฮะ ส่วนใหญ่แล้วเอาไว้ซุ่มอย่างเดียว ลงงานนิดหน่อย ฟฟฟฟ
 
ไปล่ะฮะ
 
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
[Spoil Story event-Tear Aterland-Fulfill the lost memory]
 
"แต่ว่า...ชื่อของคนที่ข้าเรียกก่อนตายคือใครกันนะ"
 
#เอ็งควรเลิกตอแหลใช้ภาษาอังกฤษ

Comment

Comment:

Tweet

//เงิบแท็กอีกแล้ว ฟฟฟฟฟ
เราค้นพบบราค่อน1ea open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile
มาตั้งสมาคมบราค่อนกันเถอะะ #อะไร

#2 By RollingInMySoul on 2013-08-11 12:15

โซเลมมมมมมมมมมมมมมมมม
ไอ้สแปมนั่นมันอัลไลกัน ฟฟฟฟฟฟ 555555 ถถถถถถ
#แท็กเธอทำเราฮาอะเธออออออ #ตายห์

#1 By PAKJ on 2013-08-05 19:31